อาษา ขอจิตต์เมตต์ แปล
จากเรื่องสั้นของ GUY DE MAUPASSANT


มาร์กีส เดอ รังเนอด็อง สาวร่างระหงยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงเตี้ยๆและกว้างในห้องนอนอบอุ่น และมีกลิ่นน้ำหอม, เตียงซึ่งปูด้วยผ้าเนื้อละเอียดที่บอบบางฉีกขาดได้ง่ายเหมือนความรัก, แนบสนิทอยู่กับร่างของหล่อนเหมือนการจุมพิต; หล่อนนอนคนเดียวอย่างสงบ, หลับสนิท และสุขสบายโดยไม่มีใครมารบกวนตามธรรมดาของหญิงที่หย่าผัวเรียบร้อยแล้ว.

หล่อนตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงแหลมของใครคนหนึ่งในห้องรับแขกเล็กๆทาสีน้ำเงิน. หล่อนจำได้ทันทีว่าเจ้าของเสียงคือ บารอนเน็สส์ เดอ กรังเญอรี, เพื่อนรักที่สุดของหล่อน, ซึ่งกำลังโต้เถียงกับสาวใช้, ผู้ขวางประตูไว้, โดยอ้างสิทธิ์ความสนิทสนมเพื่อเข้ามาหาหล่อนในห้องนอน.

มาร์กีส ร่างระหงลุกขึ้น, ถอดกลอนประตู, ไขกุญแจ, รูดม่านประตูไปทางหนึ่ง, แล้วเปิดและโผล่หัวอันมีผมสวยงามออกมา.

“อะไรนะพาเธอมาที่นี่แต่เช้า?” หล่อนถาม. “ยังไม่ถึงเก้า น. เลย.”

บารอนเน็สส์สาวผู้ใบหน้าซูบซีดอย่างมาก, ตื่นๆและกระสับกระส่ายตอบ:

“ฉันมีเรื่องต้องปรึกษาเธอ. เกิดเรื่องที่แสนร้ายกาจขึ้นกับฉัน.”

“เข้ามาข้างในซี, ยอดรัก.”

บารอนเน็สส์เข้าไปในห้องนอน ผู้มาหาและเจ้าของห้องต่างจูบแก้มกัน. มาร์กีส เดอ รังเนอด็องกลับขึ้นไปนอนบนเตียงตามเดิม, ขณะเดียวกัน สาวใช้เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศและแสงสว่างเข้ามาเต็มที่. ภายหลังสาวใช้ออกไปแล้ว, มาร์กีส เดอ รังเนอด็องพูดขึ้นอีก:

“เอาละ, บอกมาซีว่าเรื่องมันเป็นยังไง”

บารอนเน็สส์ เดอ กรังเญอรีเริ่มร้องไห้, ปล่อยน้ำตาใสเหมือนแก้ว-น้ำตาอันทวีความมีเสน่ห์แก่ผู้หญิง-ให้ไหลไปตามแก้ม, และพูดตะกุกตะกักโดยไม่เอาธุระกับการเช็ด เพื่อตาจะได้ไม่เป็นสีแดง:

“เพื่อนรัก, มีบางอย่างที่ร้ายกาจ, ร้ายกาจอย่างที่สุด, เกิดขึ้นกับฉัน. เมื่อคืนนี้ทั้งคืนฉันนอนไม่หลับเลยแม้แต่นาทีเดียว, แม้แต่หนึ่งนาที, เธอรับรู้เสียด้วย. ลองจับดูตรงหัวใจฉันซี, แล้วจะรู้ว่ามันเต้นแรงอย่างไรบ้าง.”

หล่อนจับมือของเพื่อนมากดลงบนทรวงอกของหล่อน ตรงที่กลมเต่งอันเป็นเครื่องปกคลุมหัวใจของผู้หญิงทั้งหลาย, และเป็นสิ่งที่ผู้ชายส่วนมากปรารถนาโดยมิได้ซักถามว่ามีอะไรอยู่ด้านใน. ปรากฏว่าหัวใจของหล่อนเต้นแรงจริงๆ.

หล่อนพูดต่อ:

“มันเกิดขึ้นตอนบ่ายวานนี้เอง… ราวสิบหก น. หรือสิบหก น. ครึ่ง ฉันไม่รู้เวลาแน่นอน. เธอรู้จักแฟล็ตบนตึกชั้นสองของฉันดี, มีห้องรับแขกเล็กๆอยู่ริมถนนแซ็งต์ลา-ซาร์เรอ ซึ่งเธอมานั่งพักผ่อนบ่อยๆ, และฉันชอบนั่งตรงหน้าต่างมองดูคนผ่านไปมา. ถนนไปสถานีสวยงามมาก, รถราขวักไขว่และผู้คนก็หนาแน่น… ฉันชอบถนนนี้จริงเทียว!

“ครั้งแล้ว, เมื่อวานนี้, ขณะฉันกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยๆ-เก้าอี้ชุดรับแขกที่ฉันลากมาริมหน้าต่างที่เปิดกว้าง-ฉันไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น นอกจากสูดอากาศบริสุทธิ์แต่อย่างเดียว. เธอคงจำได้ซินะ วานนี้อากาศดีอย่างไรบ้าง. ทันใดนั้นเอง. ทางฝั่งถนนตรงข้าม, ฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ริมหน้าต่างเหมือนกัน, แต่งตัวด้วยชุดแดงแจ๊ด; ส่วนฉันอยู่ในชุดม่วงสด-ก็ชุดม่วงสดสวยหรูชุดนั้นของฉันไงล่ะ.

“ฉันไม่รู้จักแม่คนนี้. คงเพิ่งมาเช่าอยู่ในราวเดือนหนึ่ง. เนื่องจากเดือนที่แล้วฝนตกเสียเรื่อย, ฉันจึงไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน. แต่พอเห็นครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ, ฉันรู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้หญิงพรรค์ยังงั้น. ทีแรกฉันรู้สึกหมั่นไส้เกือบเหลืออดเหลือทน และตกตะลึงอย่างมากที่เห็นหล่อนมานั่งริมหน้าต่างอย่างเดียวกับฉัน, แต่แล้ว, ฉันค่อยๆเปลี่ยนความรู้สึกเป็นสนุกจากการมองดูหล่อน.

“หล่อนเอาข้อศอกเท้าขอบหน้าต่าง, ตาจับอยู่ที่ผู้ชายบนถนนข้างล่าง, ผู้ชายทั้งหมด, หรือเกือบทั้งหมด, มองตอบ. แปลกเหลือเกิน, เวลาผู้ชายเดินมาใกล้ๆหน้าต่างบ้านของนังนั่น ต่างคนทำท่าเหมือนมีอะไรสะดุดใจแน่ะ, ไม่ผิดกับหมาล่าสัตว์ได้กลิ่นสัตว์ที่มันตามล่า, พากันเงยหน้าในทันทีและสบตากับหล่อนแวบหนึ่งอย่างรู้ความหมาย. ตาของหญิงหากินเหมือนกับถาม ‘ไหมล่ะ?’

“พวกผู้ชายก็ให้คำตอบด้วยสัญญาณว่า ‘ไม่มีเวลา,’ หรือ ‘ไว้วันหลัง,’ หรือ ‘ไม่มีเงิน,’ หรือ ‘ไปเสียให้พ้นหูพ้นตาเสียทีเถอะ, อีหญิงถ่อย’ คำพูดประโยคหลังเป็นสัญญาณจากตาของผู้ชายมีลูกมีเมียแล้ว.

“เธอคงจะนึกไม่ถึงหรอกว่า มันก็แปลกดีที่คอยมองดูนังคนนี้ใช้เล่ห์กระเท่ห์ต้อนผู้ชาย, หรือที่แท้ก็คืออาชีพอย่างหนึ่งนั่นเอง.

“บางครั้งหล่อนปิดหน้าต่างอย่างรีบร้อน. เวลาทำอย่างนี้ทีไรฉันเห็นผู้ชายเดินเข้าประตูไป. นั่นก็แปลว่าผู้ชายติดเบ็ดของหล่อนแบบเดียวกับปลาติดเบ็ดของชาวประมง. ฉันจะจับตาดูนาฬิกา. ผู้ชายจะเงียบอยู่ในห้องราวสิบหรือยี่สิบนาที, ไม่เคยอยู่นานกว่านั้น ในที่สุดฉันเลยติดเนื้อต้องใจการเฝ้ามองแม่แมงมุมตัวนี้. ที่จริงหล่อนไม่ได้เป็นหญิงขี้ริ้วขี้เหร่เสียด้วยซี.

“ฉันสงสัยว่า: หล่อนทำยังไงกันนะ ผู้ชายจึงเข้าใจตัวหล่อนได้อย่างชัดเจน, อย่างรวดเร็วและไม่กังขาเลยสักนิดเดียว? หล่อนทำสัญญาณด้วยหัวหรือกวักมือพร้อมๆกับมองผู้ชายหรือเปล่า?

“ฉันจึงเอากล้องดูละครมาค้นหาความจริงว่าหล่อนใช้วิธีการอย่างไร. ให้ตายซี, มันง่ายเหลือเกิน: ทีแรกชำเลืองตา, ครั้งแล้วยิ้ม, ต่อมาอีก เอียงหน้านิดหนึ่ง, ซึ่งมีความหมายว่า: ‘ขึ้นมาข้างบนไหมคะ?’ แต่ถึงแม้ว่าเป็นการกระทำเล็กๆน้อยๆ, ราวกับไม่เจตนาหรือตั้งใจเลย, หากต้องอาศัยความชำนาญมากทีเดียวจึงจะทำได้อย่างนั้น.

“และฉันสงสัยว่า : ฉันจะพยักหน้านิดๆอย่างสง่างามและกระชดกระช้อยได้แนบเนียนเหมือนนังคนนี้ไหม? เพราะกิริยาท่าทางของหล่อนช่างละมุนละไมเสียจริงๆ.

“ฉันไปที่กระจกและลองหัดดู. เพื่อนรัก, ฉันทำได้ดีกว่าเสียด้วยซ้ำ, ดีกว่ามากทีเดียว. ฉันดีใจเหลือเกิน. ครั้งแล้วฉันกลับไปนั่งตรงที่เดิมของฉันริมหน้าต่าง.

“ตอนนี้แม่นั่นโชคไม่ดี, จึงหาเหยื่อไม่ได้อีกแม้แต่คนเดียว, หญิงที่น่าสงสาร. การมีอาชีพชนิดนี้บางครั้งก็ลำบากไม่น้อยนะเธอ, บางครั้งก็สนุกไม่ใช่เล่น, เพราะผู้ชายที่เดินตามถนนบางคนก็ไม่เลวเลย.

“เวลานี้ทางฝั่งแม่น้ำนั่นมีแดดส่อง, พวกผู้ชายจึงพากันเดินบนทางเท้าฝั่งฉัน, ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวเดินทางฝั่งโน้น. ผู้ชายเหล่านี้มีต่างๆกัน, หนุ่ม, แก่, หัวสีดำแก่, สีดำอ่อน, สีเทา, สีขาว.

“ฉันสังเกตว่าบางคนหล่อ, เออะเฮอ, หล่อมากทีเดียว, เพื่อนรัก, ผัวฉันหรือผัวเธอ-ผัวเก่าของเธอที่เธอหย่าแล้วน่ะ-แพ้หลุดลุ่ย. คราวนี้ถึงคราวที่ฉันจะลองเลือกสักคน.

“ฉันพูดในใจ : ‘ถ้าผู้หญิงดีๆอย่างฉันให้สัญญาณกับผู้ชายเหล่านี้บ้าง, เขาจะเข้าใจฉันไหมหนอ?’ ครั้งแล้วฉันเกิดความอยากบ้าๆขึ้นมา-อยากที่จะทำสัญญาณกับพวกผู้ชายบนทางเท้าข้างล่าง, เป็นความอยากแบบเดียวกับผู้หญิงกำลังจะคลอดลูกทั้งหลาย…เป็นความอยากชนิดบ้าที่สุดเทียวนะ, จะบอกให้, เป็นชนิดที่อยากจะระงับยับยั้งเสียได้. เธอคิดว่ามันบัดซบไหม?

“ฉันเชื่อว่าเรา, ผู้หญิงทั้งหลาย, มีจิตใจเหมือนถึงด้วยกันทั้งนั้น. หมอคนหนึ่งบอกฉันว่ามันสมองของลิงคล้ายคลึงกับของเรามาก. เราชอบเลียนแบบคนอื่นเสมอๆ. เราเลียนแบบผัวของเรา, ขณะเรากำลังรักหลงเขา, ในเดือนแรกที่เราแต่งงานกับเขา, และหลังจากนั้นถ้าเรารักใคร, เราก็เลียนแบบผู้ที่เรารักหรือชอบ, เช่นเพื่อนหญิงของเรา, พระที่เราไปแก้บาป. เรารับเอาความคิดเห็นของเขา, วิธีพูด, ถ้อยคำสำนวน, กิริยาท่าทางและทุกสิ่งเกี่ยวกับผู้ที่เรารักทั้งหลาย, มาเป็นของเรา. มันออกจะบัดซบไม่น้อย.

“ฉันเป็นคนที่แปลกอยู่สักหน่อย, เวลาถูกยั่วเย้าให้ทำอะไรสักอย่าง, ฉันจะต้องทำมันจนได้.

“เหตุนี้เองฉันจึงพูดในใจ : ‘เอาละ, ฉันจะลองให้สัญญาณกับผู้ชายสักคน, เพียงคนเดียวเท่านั้น, เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น. จะเกิดอะไรขึ้นแก่ฉันบ้างหนอ? คงจะไม่มีอะไรเลย! เราจะแลกยิ้มกัน, ก็มีเท่านั้นเอง, ต่อจากนั้นฉันก็จะไม่พบหน้าค่าตาเขาอีก. ถ้าหากฉันพบเขาที่ไหนสักแห่ง, ฉันก็จำเขาไม่ได้, หรือถ้าเขาจำฉันได้, ฉันก็จะบอกว่าไม่เคยรู้จักเขา, เป็นอันว่าหมดเรื่องกัน.’

“ฉันจึงลงมือเลือก. ฉันต้องการคนที่ดีจริงๆ, ดีอย่างหาที่ติไม่ได้. ในทันทีนั่นเอง, ฉันเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง, ร่างสูง, ผิวงาม, หน้าตาหล่อ, กำลังเดินผ่าน. ฉันชอบคนผิวงามนะ, จะบอกให้.

“ฉันมองเขา. เขาก็มองฉัน ฉันยิ้ม. เขาก็ยิ้ม ; ฉันลองชายหูชายตาและทำหน้าอย่างแม่คนนั้น. แหม, เธอเอ๋ย, เพียงแต่เอียงหน้าเล็กน้อย, เล็กน้อยอย่างที่สุดเท่านั้นแหละ, เขาผงกหน้าเป็นสัญญาณว่า ‘ตกลง’ และ-เธอคิดว่าเป็นอย่างไรต่อไป? ก็เขาหามาฉันซี, เพื่อนรัก! เขาเข้ามาทางประตูหน้าบ้านพัก.

“เธอพอจะนึกได้ว่าตอนนั้นฉันรู้สึกนึกคิดอย่างไร! ก็ฉันคิดว่าฉันคงจะเสียสติไปแล้ว. ฉันตกอกตกใจเสียใหญ่! แน่เหลือเกิน, เขากำลังพูดกับคนใช้-โญแซ็ฟไงล่ะ-โญแซ็ฟซึ่งเคารพบูกชาผัวของฉันมาก. โญแซ็ฟคงจะเข้าใจไปว่าฉันรู้จักกับสุภาพบุรุษผู้นี้มานานแล้วเป็นแน่

“ฉันจะทำอย่างไรดี? ฉันจะพูดว่าอะไรดี? ฉันจะทำอย่างไรดี? ตายแล้ว. เขาคงจะกดกริ่งภายในนาทีหนึ่ง-นาทีนี้. ฉันจะทำหรือพูดอย่างไรล่ะ? ฉันเห็นว่าทางดีที่สุดก็คือไปพบปะกับเขา, บอกเขาว่าเขาเข้าใจผิดและขอร้องให้เขากลับไปเสีย. เขาอาจจะเวทนาผู้หญิงบ้าง, ผู้หญิงที่น่าสงสารคนหนึ่ง. ฉันวิ่งไปที่ประตูและเปิดออก, เป็นเวลาเดียวกับที่เขาเอื้อมมือไปจะกดกริ่งพอดี

“ฉันพูดตะกุกตะกักคล้ายกับคนไม่มีสติเลย : ‘ไปเสีย, ไปเสียเถอะค่ะ, คุณเข้าใจผิดเสียแล้วละ. ดิฉันเป็นผู้หญิงดีนะคะ, เป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้วด้วยค่ะ, เป็นความเข้าใจผิด, เข้าใจผิดอย่างที่สุดเทียวค่ะ ; ดิฉันหลงไปว่าคุณเป็นเพื่อนคนหนึ่งของดิฉัน. รูปร่างหน้าตาของเขาเหมือนคุณเกือบทุกกระเบียดนิ้ว. สงสารดิฉันเถอะค่ะ’

“และ-เธอคิดว่าเป็นอย่างไรต่อไป, เพื่อนรัก? เขาหัวเราะลั่นและตอบ : ‘สวัสดี, ยอดรัก, ฉันรู้นิทานสั้นๆที่เธอเล่าให้ฟังทั้งหมดอยู่ก่อนแล้ว. เธอแต่งงานแล้ว, นั่นหมายถึงว่าฉันจะต้องจ่ายสองลุยส์แทนลุยส์เดียว. เธอจะได้ตามต้องการ. นำทางฉันหน่อยซี.’

“เขาผลักฉันไปทางหนึ่งพลางปิดประตู. ขณะฉันยืนอยู่ข้างเขาในอาการตกตะลึงจนแทบหมดสติ, เขาจูบฉัน, โอบแขนกอดฉันและพาฉันเข้าไปในห้องรับแขกซึ่งประตูเปิดอยู่.

“ครั้นแล้วเขามองไปรอบๆ ราวกับว่าเขาเป็นคนตีราคาสถานที่, และพูดขึ้นอีก : ‘ให้ดิ้นตายเถอะ, เธอมีห้องพักสวยงามจริงเทียว, ช่างเป็นคนเก่งแท้. เธอคงจะเพิ่งหากินต่ำๆ โดยมาเล่นเกมหน้าต่างซีนะ.’

“ฉันวิงวอนเขาอีกครั้งหนึ่ง. ‘ได้โปรดไปเสียเถอะค่ะ! ไปเสียนะคะ! ผัวดิฉันกำลังจะมาที่นี่! เขาจะมาเมื่อไหร่ก็ได้, ถึงเวลาเขากลับแล้ว. ดิฉันขอยืนยันอีกครั้งว่าคุณเข้าใจผิด.’

“เขาตอบอย่างสงบเยือกเย็น : ‘ยอดรักของฉัน, เลิกพูดเรื่องเหลวไหลเสียทีเถอะ. ถ้าผัวเธอมาจริงๆ, ไม่เห็นจะน่าวิตกเลย, ฉันจะให้เงินเขาสักห้าฟรังก์สำหรับไปกินเหล้าอย่างสบายใจเฉิบที่ร้านฝั่งโน้น.’

“พอเห็นรูปราอูลวางบนเตาผิง. เขาถาม :

“ ‘นั่น-นั่นผัวของเธอใช่ไหม?’

“ ‘ค่ะ, นั่นเขาละ.’

“ ‘ดูหน้าตาเหมือนอ้ายงั่ง! แล้วนี่รูปใคร? เพื่อนของเธอกระมัง?

“รูปของเธอนั่นเอง, เพื่อนรัก, ก็รูปที่อยู่ในชุดราตรีไงล่ะ. ตอนนี้ฉันเกือบไม่รู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป. ฉันตะกุกตะกัก :

“ ‘ใช่ค่ะ, เพื่อนดิฉันเอง.’

“ ‘แหม, สวยเหลือเกิน. เธอต้องแนะนำหล่อนให้ฉันบ้างนะ.’

“นาฬิกากำลังจะตีห้าครั้ง. ราอูลกลับมาเวลาสิบเจ็ด น. ครึ่งทุกวัน. ถ้าหากราอูลกลับมาในตอนชายอีกคนหนึ่งยังอยู่, ลองคิดดูเถิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น! ครั้นแล้ว…ครั้งแล้ว…ฉันคงเสียสติไปเป็นแน่…เสียสติไปอย่างหมดสิ้น…ฉันคิดว่า…ฉันคิดว่า…ว่า…ว่า ทางดีที่สุดที่จะไล่ชายคนนี้ไปโดย…โดยเร็วที่สุดเท่าที่สามารถ…ทันทีเมื่อเสร็จเรื่องกัน…เธอคงจะเข้าใจ…และ…และเหตุนี้เอง…เหตุนี้เอง…เพราะว่ามันต้องทำลงไป… และจำเป็นต้องทำลงไป, เพื่อนรัก…เพราะเขาจะไม่ยอมไปเป็นอันขาดโดยไม่ได้…เหตุนี้เอง ฉัน…ฉัน…จึงใส่กลอนประตูห้องรับแขก…เรื่องมันมีอย่างนี้แหละ.”

มาร์กีส เดอ รังเนอด็อง เริ่มหัวเราะลั่น ; หล่อนหัวเราะเหมือนคนบ้า, หัวฝังอยู่ในหมอน, เตียงเขย่าหมดทุกส่วน.

พออาการหัวเราะค่อยสงบลง, หล่อนถาม :

“และ…และ…เขาเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดีหรือเปล่า?”

“เป็น.”

“และเธอมีอะไรไม่พอใจบ้างไหม?”

“แต่…แต่…เธอมองไม่เห็นบ้างเลยหรือ, เพื่อนรัก?…เขา…เขาพูดว่า…ว่าเขาจะกลับมาอีกพรุ่งนี้…เวลาเดียวกัน…และฉัน…ฉันกลัวเหลือเกิน…เธอไม่รู้หรอกว่าเขามุทะลุเหลือเกิน…ดื้อเหลือเกิน…ฉันจะทำยังไงดี…จะพูดยังไงดี?”

มาร์กีส เดอ รังเนอด็อง ร่างระหงลุกขึ้นนั่งบนเตียงพลางขบคิดหาทางแก้ปัญหา ; ครั้งแล้วหล่อนพูดอย่างตกลงใจเด็ดขาด :

“บอกตำรวจให้จับเขาก็แล้วกัน.”

บารอนเน็สส์ เดอ กรังเญอรี ตกตะลึง. หล่อนพูดตะกุกตะกัก :

“อะไรนะ? เธอว่าอะไรนะ? เธอคิดยังไงกัน? ให้ตำรวจจับรึ? ในข้อหาอะไรล่ะ?”

“โอ๊ย, ง่ายเหมือนปอกกล้วยใส่ปาก. เธอไปที่โรงพัก ; บอกตำรวจว่ามีชายคนหนึ่งตามเธอมาสามเดือนเข้านี่แล้ว ; ครั้งวานนี้เขาบุกรุกเข้ามาในบ้านของเธอและขู่ว่าจะมาอีกพรุ่งนี้-คือวันนี้. เธอขอร้องให้ผู้รักษากฎหมายคุ้มครองเธอ. ทางสถานีตำรวจจะให้ตำรวจสองคนมาคอยซุ่มจับเขา.”

“แต่, เพื่อนรัก, สมมุติว่าเขาเล่า…”

“ไม่มีใครเชื่อเขาหรอก, อย่าโง่ไปหน่อยเลย. เธอเป็นฝ่ายไปแจ้งความก่อนและเธอเป็นผู้หญิง, ทางตำรวจจะต้องเชื่อเธอโดยไม่มีข้อสงสัยแคลงใจ.”

“ฉันไม่มีวันกล้าทำอย่างนั้น.”

“เธอต้องกล้า, เพื่อนรัก, ไม่นั้นเธอจะฉิบหายวายวอดแน่ๆ.”

“อย่าลืมว่าเขาจะ…เขาจะต้องสบประมาทฉัน…เวลาเขาถูกจับ.”

“ก็ดีน่ะซี, เธอจะได้ตำรวจเป็นพยาน, และเขาจะถูกศาลตัดสินลงโทษหนักขึ้นอีก.”

“ลงโทษแบบไหนล่ะ?”

“ให้ใช้ค่าเสียหายน่ะซี. เรื่องชนิดนี้เธอจะต้องใจเหี้ยมมากๆหน่อย.”

“เอ้อ, พูดถึงค่าเสียหาย…มีสิ่งที่ไม่สบายใจเหลือเกินอยู่อย่างหนึ่ง…ไม่สบายใจอย่างที่สุด…เขาทิ้งเงินไว้ให้ฉัน…บนหลังเตาผิง…สองลุยส์.”

“สองลุยส์รึ?”

“ถูกแล้ว.”

“ไม่มากไปกว่านั้น?”

“สองลุยส์พอดี.”

“ไม่มากเลย. ฉันเห็นว่าเป็นการดูถูกเสียแล้วละ.”

“ฉันควรทำอย่างไรกับเงินจำนวนนี้?”

มาร์กีส เดอ รังเนอด็อง นิ่งอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง, ครั้นแล้วตอบอย่างขึงขัง :

“เพื่อนรัก…เธอต้อง…เธอต้องเอามันไปซื้อของขวัญเล็กๆน้อยๆให้ผัวของเธอ…ทางเดียวเท่านั้นที่จะเป็นการยุติธรรม!”

 
จากเรื่อง The Sign