อาษา ขอจิตต์เมตต์ แปล
จากเรื่องสั้นของ GUY DE MAUPASSANT

มีความรู้สึกอะไรในตัวผู้หญิงบ้างไหมที่รุนแรงไปกว่า ความอยากรู้? การปล่อยความคิดให้เคลิบเคลิ้มว่าได้เห็น, ได้รู้และได้สัมผัสในสิ่งที่หล่อนเพ้อฝันเป็นสุขอย่างหนึ่ง! มีผู้หญิงคนใดบ้างไหมที่ไม่เคยเป็นเช่นนี้เลย? พอความอยากรู้ของผู้หญิงถูกปลุกให้ตื่นขึ้น, หล่อนจะทำในสิ่งผิดๆด้วยความโง่เง่าแบบต่างๆ, ด้วยการขาดความยั้งคิดนานาชนิด, ลองเสี่ยงในทุกทางและไม่ย่อท้อต่อสิ่งใดๆ.

ข้าพเจ้าพูดถึงผู้หญิงที่เป็นผู้หญิงโดยแท้จริง, ผู้หญิงที่เป็นเจ้าของอารมณ์โน้มเอียงอันซุกซ่อนอยู่ในร่างของหล่อนสามประการ, ซึ่งถ้ามองดูเพียงผิวเผินจะปรากฏแก่สายตาเฉพาะแต่ลักษณะอันมีเหตุผลและความสงบเยือกเย็น. อารมณ์ลึกลับทั้งสามประการ, หรือสามห้อง, บรรจุเต็มด้วยสิ่งดังต่อไปนี้.

ห้องแรก : มีความไม่สงบนิ่งอันเป็นปรกติธรรมดาของเพศหญิง ซึ่งพร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นได้อย่างง่ายดายเสมอ. ห้องที่สอง : มีเล่ห์กะเท่ห์ซึ่งถูกย้อมสีให้มองเห็นเป็นความสุจริต, และมีมายาสาไถยและความตลบตะแลงยามที่จะไว้วางใจ หากเคลือบด้วยลักษณะอาการของผู้มีศีลสัตย์. ห้องสุดท้าย : แม้กิริยาพาทีทุกกระเบียดนิ้วพราวไปด้วยเสน่ห์สูงล้ำแห่งผู้มีมรรยาทงดงาม, แต่นอกใจผัวได้อย่างหน้าชื่นตาบาน, ทรยศได้อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส. จริงอยู่, คุณสมบัติแสดงความเป็นผู้มีใจโลเลเหมือนหลักปักขี้ควายทั้งหมดเหล่านี้ของผู้หญิง, บางครั้งผลักดันชายผู้รักหล่อนอย่างคลั่งไคล้ใหลหลงไปสู่การกระทำอันบัดซบสูงสุด, นั่นคือฆ่าตัวตาย, แต่ในเวลาเดียวกันมันสามารถให้ความเกษมสันต์แก่ชายอื่น.

ผู้หญิงที่ข้าพเจ้ากำลังจะเล่าถึงการเผชิญชีวิตตอนหนึ่งของหล่อน มิได้เป็นบุคคลสลักสำคัญแต่อย่างใด, หากมาจากต่างจังหวัด, หล่อนใช้ชีวิตสมรสอย่างเมียที่ดี, ดำเนินไปโดยราบเรียบและเงียบหงอยอยู่กับบ้าน, ผัวงานยุ่งเป็นประจำ, มีลูกสองคนซึ่งได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องตามแบบแผนผู้หญิง ที่เอาใจใส่ต่อหน้าที่ของตนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

แต่หัวใจของหล่อน จดจ่ออยู่กับการอยากรู้ในสิ่งแปลกๆ และมีความกระหายอย่างเหลือพรรณนา, หล่อนคิดถึงกรุงปารีสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และอยากไปเที่ยวสักครั้งเหลือเกิน, หล่อนอ่านหนังสือพิมพ์หน้าสังคมอย่างกระตือรือร้น, เป็นเรื่องเกี่ยวกับงานพาร์ตีของบุคคลชั้นสูง, การแต่งตัวแบบสมัยนิยมของเหล่าผู้หญิงในสังคมนั้น, และการหาความบันเทิงเริงรมย์ของชายหญิงพวกนี้, พร้อมกับแหย่ความกระหายที่จะไปปารีสให้สะท้านไหวรุนแรง, แต่เหนือสิ่งอื่นใด, หล่อนรู้สึกใจปั่นป่วนและอิ่มเอิบซาบซ่านอย่างน่าพิศวงยิ่งเวลาได้อ่านข้อความสองแง่, และประโยคคมคายที่ความหมายเพ่งไปทางกามารมณ์,

ด้วยเหตุนี้, หล่อนจึงมองเห็นปารีสจากบ้านของหล่อนในต่างจังหวัดไม่ผิดกับเป็นเมืองสวรรค์ และสนุกสนานฟุ่มเฟือยกันโดยไม่มีขอบเขต.

เวลากลางคืน, ขณะกำลังหลับและถูกกล่อมด้วยเสียงกรนของผัวซึ่งนอนอยู่ข้างๆหล่อน, มีผ้าเช็ดหน้าแพรผูกรอบหัวของเขา, หล่อนมักจะฝันเป็นประจำ. ในฝันนั้น หล่อนเห็นบุคคลสำคัญต่างๆ ซึ่งชื่อปรากฏอยู่ในหน้าแรกของหนังสือพิมพ์เสมอๆ ดุจเดียวกับดาวเด่นอยู่บนท้องฟ้ายามข้างแรม. หล่อนนึกวาดภาพถึงชีวิตของบุคคลเหล่านี้ หล่อนมองเห็นเขา ต่างตื่นเต้นสนุกสนานตลอดเวลา, ดื่มเหล้าและเล่นเกมสวาทกันอย่างหัวหกก้นขวิดเป็นนิจศีล, ทั้งนี้อยู่ในแบบเดียวกับโรมสมัยโบราณ, กล่าวคือร่ำสุรากันหามรุ่งหามค่ำ, หมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์อย่างโงหัวไม่ขึ้น และใช้วิธีการผาดโผนและพลิกแพลงร้อยแปดชนิดหล่อนนึกไม่ถึง.

สำหรับหนทางในปารีสนั้นเล่า, หล่อนถือว่าอยู่ในลักษณะเดียวกับอเวจีแห่งความพิศวาสของมนุษย์ดีๆ นี่เอง, ซึ่งเป็นของแน่นอนที่บ้านทั้งสองฟากต้องเป็นแหล่งซ่อนเร้นกำบังสำหรับการแสดงบทสวาทอันประหลาดพิสดาร.

หล่อนรู้สึกว่าหล่อนแก่ตัวมากยิ่งขึ้นทุกๆวัน, โดยยังไม่ได้เรียนรู้เรื่องชีวิตพอเพียง, และสิ่งที่เรียนรู้มีแต่ความซ้ำซากจำเจอันแสนเบื่อหน่ายในการดูแลบ้านให้เป็นสถานที่อบอวลด้วยความสุข.

หล่อนยังสวย, ทั้งนี้เนื่องจากการดำเนินชีวิตมีแต่ความราบรื่นรอบด้าน, ไม่ผิดกับผลไม้ในฤดูหนาวสดอยู่ได้โดยใส่ไว้ในตู้ปิดแน่น, แต่อย่างไรก็ตาม ความปรารถนาอันเร้นลับของหล่อนไม่วายแผดเผา, ทิ่มแทงและก่อกวนจิตใจให้กระสับกระส่ายเป็นประจำ. หล่อนเคยถามตัวเองบ่อยๆ ว่าหล่อนควรปล่อยชีวิตในชาตินี้ทั้งชาติให้อวสานลงโดยมิได้พานพบความสนุกสนานอย่างบ้าหลังและหัวหกก้นขวิดกระนั้นหรือ? และโดยมิได้กระโจนลงสู่กระแสน้ำอันเชี่ยวแห่งความมัวเมาในกามารมณ์ของปารีสสักครั้ง, เพียงครั้งเดียวเท่านั้น, ละหรือ?

อาศัยความพยายามโดยไม่ท้อถอย, สุดท้ายหล่อนมีโอกาสได้เดินทางไปปารีส, หล่อนยกข้ออ้างมาบอกผัวว่า ญาติของหล่อนเชิญหล่อนให้ไปเที่ยวโดยพักอยู่กับเขา. เนื่องจากผัวของหล่อนติดงาน ไม่สามารถไปกับหล่อนได้, หล่อนจึงเดินทางแต่ลำพัง. ในทันทีเมื่อหล่อนมาถึงปารีส, หล่อนเขียนจดหมายถึงผัวโดยกุเรื่องขึ้นว่าหล่อนได้พบกับเพื่อนเก่าที่อยู่นอกเมือง, ฉะนั้นในบางครั้งหล่อนอาจจะมีความจำเป็นต้องไปพักอยู่กับเพื่อนหลายๆ วันก็ได้.

ครั้นแล้วหล่อนเริ่มออกเตร่เพื่อหาความจริงของนครหลวงนี้. หล่อนเดินไปตามถนนกว้างขวางต่างๆ โดยมิได้เห็นสิ่งใดผิดแปลก, นอกจากคนแต่งตัวปอนๆ เสียส่วนมาก และบ้างแสดงท่าทางว่าเป็นคนสารเลว. ทุกเช้าหล่อนอ่านหนังสือพิมพ์ ฟิกาโร ที่คอลัมน์ผู้ได้รับความเดือดร้อน, ซึ่งหล่อนรู้สึกเหมือนหนึ่งเป็นเสียงระฆังตีเรียกร้องความเมตตา. หล่อนมองเข้าไปในภัตตาคารขนาดใหญ่หลายแห่ง, แต่หล่อนไม่พบร่องรอยของชายหญิงผู้ดื่มอย่างเมามายและสนุกอย่างหัวหกก้นขวิดเลย, ไม่มีแห่งใดที่ปรากฏแก่หล่อนว่าเป็นวิหารสำหรับเล่นเกมสวาทซึ่งประตูเปิดโดยใช้รหัสคำศักดิ์สิทธิ์, ทำนองเดียวกับการเปิดถ้ำในนิยาย อาหรับราตรี, หรือเป็นอุโมงค์ใต้ดินในกรุงโรมสมัยเก่า ซึ่งเป็นที่ลึกลับสำหรับประชุมกันประกอบพิธีศาสนาอย่างซ่อนเร้นแอบแฝง.

ญาติของหล่อน, เป็นคนชั้นกลาง, มิได้ชอบพอกับบุคคลสำคัญซึ่งชื่อของเขาเหล่านี้บรรจุแน่นอยู่ในหัวของหล่อน, ดังนั้นหล่อนจึงไม่มีโอกาสที่จะทำความรู้จักกับบุคคลนามโด่งดังเลยแม้แต่คนเดียว. พร้อมกับรู้สึกหมดหวังที่จะพบชีวิตดังความใฝ่ฝัน, หล่อนจึงนึกอยากกลับบ้าน, แต่แล้วหล่อนได้พบโอกาสงามสมประสงค์.

วันหนึ่ง, ขณะหล่อนเดินไปตามริมถนนเดอลาโชสเซ ดังแต็ง, หล่อนหยุดมองที่ร้านขายของกระจุ๋มกระจิ๋มทำจากญี่ปุ่น ซึ่งล้วนแล้วแต่สีสันสวยงามสะดุดตา. ขณะหล่อนกำลังมองที่รูปคนหน้าตาเหยเกผิดส่วนทำด้วยงาช้างเล็กๆ มาประกอบกันเข้า, แจกันกระเบื้องขนาดสูงมันระยับ, และทองบรอนซ์ลักษณะประหลาดดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร, พอดีหล่อนได้ยินเจ้าของร้านภายในพูดยาวยืด, พร้อมกับโค้งแล้วโค้งอีก, ถึงราคาของตุ๊กตากระเบื้องเคลือบท้องใหญ่เป็นพิเศษจนน่าขันชิ้นหนึ่ง, และเสริมว่าเป็นของที่หาไม่ได้อีกแล้ว ผู้ที่เจ้าของร้านพูดด้วยเป็นชายร่างเล็ก, ผมบางและหนวดเคราสีเทา.

ตลอดเวลาเจ้าของร้านเอ่ยชื่อชายผู้นั้นด้วยเสียงดังเหมือนแตร, ปรากฏว่าเขาเป็นบุคคลนามโด่งดังผู้หนึ่ง. ลูกค้าอีกสองคน, หญิงวัยสาวและผู้ชายแต่งตัวเรียบร้อย, แอบชำเลืองมองที่ชายซึ่งเจ้าของร้านกำลังบรรยายคุณภาพสินค้าด้วยแววตาเลื่อมใสศรัทธา, ขณะเดียวกันชายผู้นั้น, เป็นนักประพันธ์ชื่อดัง, มองดูตุ๊กตาคนท้องป่องทำด้วยกระเบื้องอย่างติดเนื้อต้องใจ, หญิงชายทั้งคู่หน้าตาน่าเกลียดเหมือนๆ กัน, น่าเกลียดเช่นเดียวกับชายสองคนพี่น้องเกิดมาจากแม่คนเดียวกัน.

“สำหรับคุณ, ผมคิดราคาเพียงพันฟรังก์, เมอซิเออร์วาแร็ง, และราคานี้เป็นต้นทุนแท้ๆ. ถ้าคนอื่นผมต้องคิดราคาพันห้าร้อยฟรังก์, แต่เนื่องจากคุณเป็นนักประพันธ์, เป็นศิลปินที่ผมยกย่อง, ผมถือว่าลูกค้าชนิดนี้จะต้องลดหย่อนกันเป็นพิเศษ. นักประพันธ์แทบทุกคนมาอุดหนุนผม, เมอซิเออร์วาแร็ง. วานนี้เมอซิเออร์ปืว์สนากซื้อถ้วยเหล้าทองเหลืองขนาดใหญ่ของโบราณไปจากผมใบหนึ่ง, และเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ผมขายเชิงเทียนชนิดมีกิ่งก้านสองอัน แบบนี้ไงล่ะครับ-มันสวยมากไหมครับ?-ให้แก่เมอซิเออร์อาเล็กซางเดร์อ ดืว์มาส์. สำหรับตุ๊กตาตัวตลกญี่ปุ่นชิ้นนี้, ถ้าเมอร์ซิเออโซลาเห็นเข้า เขาจะต้องซื้อทันทีเทียวครับ, เมอซิเออร์วาแร็ง.”

นักประพันธ์รีรออย่างตัดสินใจไม่ถูก. เขาอยากได้ตุ๊กตากระเบื้องตัวนี้อย่างยิ่ง, แต่ราคาสูงเกินไปกว่ากระเป๋าของเขา. เขาไม่สนใจว่ามีใครจ้องมองเขา, เพราะเขาแสดงท่าทางเหมือนหนึ่งเขากำลังยืนอยู่คนเดียวในทะเลทราย.

หล่อนเข้ามาในร้านด้วยอาการประหม่าๆ, จับตามองเขาเป็นจุดเดียวโดยมิได้เกรงว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นของน่าอาย, และหล่อนไม่นำพาที่จะถามตัวเองว่าเขาหน้าตาหมดจด, สะโอดสะอง, หรือยังหนุ่มหรือเปล่า. หล่อนเอาใจใส่แต่ว่าชายคนนี้เองคือ ญัง วาแร็ง-ญัง วาแร็ง นักประพันธ์กระเดื่องนาม.

ภายหลังเขากระอึกกระอักและลังเลอย่างไม่สบายใจอยู่ครู่หนึ่ง, เขาวางตุ๊กตากระเบื้องลงบนโต๊ะ.

“เห็นจะไม่ซื้อละ, ออกจะแพงเกินไป.” เขาพูด.

เจ้าของร้านแสดงลวดลายพูดเร้าใจสูงขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว. “โอ! เมอซิเออร์วาแร็ง, คุณว่าแพงเกินไปหรือครับ? ที่ไหนได้, ไม่แพงเลยครับที่ขายให้คุณราคาเท่านี้, ราคาจริงๆ ของมันถึงสองพันฟรังก์นะครับ.”

นักประพันธ์ตอบด้วยเสียงเศร้า, ตาเป็นมันปลาบยังคงจับอยู่ที่ตุ๊กตากระเบื้อง : “ฉันไม่ได้พูดว่าเป็นของไม่มีราคา ; แต่สำหรับฐานะอย่างฉันมันแพงเกินไป.”

ตอนนี้เองหล่อนเกิดความคิดผาดโผนและบ้าระห่ำขึ้นมา, จึงก้าวไปหาเจ้าของร้านและพูด : “ถ้าฉันซื้อตุ๊กตากระเบื้องตัวนี้จะคิดเท่าไหร่?”

เจ้าของร้านทำหน้าประหลาดใจและตอบ : “พันห้าร้อยฟรังก์ครับ, มาดาม.”

“เอาละ, ฉันจะซื้อเอง.”

นักประพันธ์ซึ่งมิได้เอาใจใส่กับหล่อนก่อนหน้านั้นหันขวับมาทางหล่อนทันที. เขามองหล่อนอย่างใช้ความสังเกตจากหัวถึงตีน, ตาหรี่ครึ่งหนึ่ง, ครั้นแล้วเขาให้ความเข้าใจแก่ตัวเองว่าหล่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโบราณวัตถุ, หล่อนเป็นคนมีเสน่ห์, และโดยฉับพลันเขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าจากประกายแห่งความน่ารักอันซ่อนสงบนิ่งอยู่ในตัวของหล่อน. นอกจากนั้น, การที่ผู้หญิงกล้าจ่ายเงินถึงหนึ่งพันห้าร้อยฟรังก์เป็นค่าของกระจุ๋มกระจิ๋มชิ้นเดียว, มิได้เป็นการกระทำที่พบเห็นบ่อยนัก.

ส่วนหล่อนท่วมท้นด้วยความอิ่มเอิบเบิกบานอย่างยิ่ง หล่อนหันหน้ามาทางเขาและพูดเสียงสั้นๆ :

“ขอโทษนะคะ, เมอซิเออร์. ฉันออกจะรีบร้อนไปหน่อย, เพราะคุณอาจจะยังไม่ทันตกลงใจก็ได้.”

เขาโค้งให้หล่อนและพูด : “ผมตกลงใจเรียบร้อยแล้ว, มาดาม.”

หล่อนพูดต่อไปด้วยอารมณ์รุ่มร้อน : “นี่แน่ะค่ะ เมอซิเออร์, ถ้าหากวันนี้, หรือเมื่อใดก็แล้วแต่, คุณเปลี่ยนใจ, คุณจะซื้อตุ๊กตากระเบื้องญี่ปุ่นตัวนี้ได้จากฉัน. ฉันซื้อมันก็เพราะดูท่าทางคุณชอบมันมากต่างหาก.”

เขาแสดงอาการภูมิใจจนมองเห็นได้ชัดและยิ้ม.

“ผมอยากรู้จริงเทียวว่าคุณรู้ได้อย่างไรนะว่าผมเป็นใคร?” เขาพูด.

หล่อนบอกเขาถึงว่าหล่อนยกย่องต่อความสามารถของเขาอย่างไรบ้าง, และพูดเสียงหวานซึ้งเป็นพิเศษเมื่อเอ่ยถึงงานประพันธ์ทั้งหลายของเขา. ระหว่างเขากับหล่อนสนทนากัน, เขาวางแขนทั้งสองลงบนโต๊ะ, ตาทอประกายจับอยู่ที่ใบหน้าของหล่อนเพื่อพยายามค้นหาความจริงว่าหล่อนเป็นใครที่ไหน. ขณะเดียวกันเจ้าของร้าน, ผู้พอใจต่อการโอ้อวดสินค้าของเขา, ร้องดังมาจากด้านหนึ่งของร้าน :

“เมอซิเออร์วาแร็ง, มองดูชิ้นนี้ซิครับ, มันสวยมากจริงไหมครับ?”

เสียงพูดของเจ้าของร้านเป็นเหตุให้ทุกคนในร้านมองมาทางเขาและหล่อน. หล่อนถึงกับใจสะท้านด้วยความปลาบปลื้มที่มีผู้เห็นหล่อนกำลังสนทนาอย่างสนิทสนมกับบุคคลนามโด่งดัง.

สุดท้าย, หล่อนรู้สึกกล้ามากขึ้นถึงขนาดลำพองในลักษณะเดียวกับนายพลออกคำสั่งให้โจมตี.

“เมอซิเออร์,” หล่อนพูด, “คุณจะช่วยฉันให้มีความสุขใหญ่หลวงที่สุดได้ไหมคะ? คือฉันขอมอบตุ๊กตากระเบื้องรูปร่างน่าขันตัวนี้ให้คุณ, เพื่อเป็นของที่ระลึกจากผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งยกย่องบูชาคุณอย่างหลงใหล, ผู้หญิงที่คุณได้รู้จักในเวลาสิบนาที.”

เขาปฏิเสธ. หล่อนคะยั้นคะยอ, แต่เขายืนกรานไม่รับด้วยการหัวเราะอย่างสนุกและชื่นบาน. ทั้งนี้แทนหล่อนจะจำนน กลับแสดงอาการตั้งใจเด็ดขาดยิ่งขึ้น.

“ถ้างั้น, ฉันจะเอาไปให้คุณที่บ้านเดี๋ยวนี้,” หล่อนพูด. “บ้านคุณอยู่ที่ไหนคะ?”

เขาไม่ยอมบอกที่อยู่ของเขา. แต่ไม่เป็นของลำบากเลยสำหรับหล่อนในเรื่องนี้. เจ้าของร้านแจ้งแก่หล่อนหมดทุกอย่าง. หลังจากหล่อนชำระเงิน, หล่อนถือตุ๊กตากระเบื้องเคลือบออกจากร้านและเรียกรถม้าเช่าคันหนึ่งให้หยุด.

ญัง วาแร็ง วิ่งตามหล่อนออกไปเพื่อห้ามหล่อนไม่ให้ทำเช่นนั้น, เนื่องจากเขาไม่อยากรับของขวัญจากบุคคลที่เขาไม่รู้จัก. เขามาทันหล่อนขณะหล่อนก้าวเข้าไปในรถ, เขาจึงตามเข้าไป, เป็นเวลาเดียวกับรถเคลื่อนออกจากที่, เป็นเหตุให้เขาเสียหลักเกือบนั่งกระแทกลงบนตักของหล่อน, เขานั่งลงข้างๆ หล่อนด้วยสีหน้าบอกความไม่สบายใจ.

เขาเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะโต้แย้งและขอร้องหล่อน ; หล่อนแสดงให้เห็นอยู่โต้งๆ ว่าเป็นคนหัวดื้อ, ภายหลังเขาและหล่อนมาถึงประตูขึ้นไปสู่แฟล็ตของเขา, หล่อนจึงได้เสนอเงื่อนไขของหล่อน.

“เอาเถอะค่ะ, ฉันจะไม่ยัดเยียดอ้ายตุ๊กตาตัวนี้ให้คุณ,” หล่อนพูด, “แต่คุณต้องสัญญาว่าจะตามใจฉันทุกอย่างตลอดวันนี้.”

เนื่องจากเขาเห็นเป็นเรื่องตลก, จึงตกลง.

“ตอนนี้ส่วนมากคุณทำอะไรคะ?” หล่อนถาม.

“ผมมักจะไปเดินเล่น,” เขาตอบภายหลังนั่งคิดอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง.

“ถ้างั้นเราไปเดินเล่นกันที่ บัวส์ เดอ บูโลญ กันเถอะค่ะ!” หล่อนพูดด้วยเสียงตั้งใจแน่วแน่.

คนทั้งสองจึงพากันไปยังสวนสาธารณะดังกล่าว.

เขาเล่าให้หล่อนฟังตามที่หล่อนขอร้องถึงชื่อของผู้หญิงนามโด่งดัง, ทั้งทางดีหรือทางร้าย, พร้อมด้วยรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงเล่านี้ – การใช้ชีวิต, นิสัยใจคอ, บ้าน, และความเลวทราม.

ตอนใกล้โพล้เพล้, หล่อนถามเขา :

“เวลานี้ทุกวันคุณทำอะไรคะ?”

“ผมดื่มแอ๊บแซงธ์นิดหน่อย,” เขาหัวเราะตอบ.

“ถ้างั้น, เมอซิเออร์,” หล่อนพูดอย่างเอาจริงเอาจัง, “เราไปดื่มแอ๊บแซงธ์กันคนละนิดหน่อยเถอะค่ะ.”

คนทั้งสองเข้าไปในร้านเครื่องดื่มขนาดใหญ่แห่งหนึ่งริมถนนที่เขามาอุดหนุนเป็นประจำ. ที่ร้านนี้เขาพบเพื่อนนักประพันธ์หลายคนซึ่งเขาแนะนำให้หล่อนรู้จัก. ทั้งนี้หล่อนรู้สึกปลื้มปิติจนแทบลืมตัว, และพูดกับตัวเองซ้ำๆ : “ในที่สุดได้รู้จักแล้ว! ในที่สุดได้รู้จักแล้ว!”

ครั้นเวลาผ่านไปพอสมควร, หล่อนถาม : “ถึงเวลาอาหารค่ำของคุณหรือยังคะ?”

“ถึงแล้ว,” เขาตอบ.

“ถ้างั้นเราไปกินอาหารค่ำกันเถอะค่ะ.”

ภายหลังกินอาหารค่ำที่ภัตตาคารบีนญ็อง, หล่อนซักถามเขาว่าเขาทำอะไรบ้างในตอนหัวค่ำ. เขาจรดสายตาที่ใบหน้าของหล่อนและตอบ :

“เอาแน่ไม่ได้. บางครั้งผมก็ไปดูละคร.”

“ถ้างั้นเราไปดูละครกันเถอะค่ะ.”

คนทั้งสองไปที่โรงละครโวดวีลล์ด้วยกัน และเขาพาหล่อนเข้าไปโดยไม่ต้องตีตั๋ว, ซึ่งนอกจากหล่อนจะรู้สึกขอบคุณเขาที่เป็นผู้พาหล่อนมา, หล่อนยังรู้สึกภาคภูมิยิ่งนักที่ทั่วโรงละครสามารถมองเห็นหล่อนนั่งติดกับเขาบนเฉลียงหน้าเวที.

ภายหลังละครเลิก, เขาแสดงความกล้าด้วยการจูบมือของหล่อนและพูด :

“ก่อนเราจากกัน, ผม ขอขอบใจคุณที่ช่วยให้ผมได้ความสนุกเพลิดเพลินในวันนี้.”

แต่หล่อนขัดขึ้น : “คุณทำอะไรในเวลานี้ทุกๆ คืนคะ?”

“ก็ – ก็ – กลับบ้าน.”

หล่อนหัวเราะด้วยกังวานสั่นสะท้านเล็กน้อย.

“ถ้างั้น, เมอซิเออร์,” หล่อนพูด. “เราไปที่แฟล็ตของคุณกันเถอะค่ะ.”

คนทั้งสองมิได้พูดอะไรกันอีก. บางครั้งหล่อนร่างสั่นจากหัวถึงตีน, ใจหนึ่งอยากอยู่กับเขา ในเมื่ออีกใจหนึ่งอยากวิ่งหนีไปเสีย. แต่อย่างไรก็ตาม, เนื่องจากหล่อนตั้งใจแน่วแน่, หล่อนจะต้องคอยดูผลจนถึงขั้นสุดท้าย, หล่อนตื่นเต้นเป็นที่สุด กระทั่งขณะขึ้นบันไดตามหลังเขาไปสู่ชั้นบน หล่อนต้องจับราวบันไดแน่น. เขาเดินนำหน้าหล่อนพร้อมด้วยมือข้างหนึ่งถือเทียนไขอันย่อมๆ.

หลังจากเข้ามาในห้องของเขาเท่านั้น, หล่อนรีบถอดเครื่องแต่งตัวออกและขึ้นนอนบนเตียง, คอยท่าเขาด้วยการหันหน้าไปทางผนังห้อง, โดยมิได้เอ่ยปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว.

หล่อนต้อนรับบทพิศวาสในอาการทื่อๆ ไร้ลวดลายตามวิสัยของเมียทนายความในต่างจังหวัด, ในเมื่อเขาอยู่ในแบบเดียวกับปาชาผู้มีฮาเร็ม ซึ่งต้องการสิ่งพลิกแพลง และผาดโผน, ฉะนั้นคนทั้งสองจึงไม่สามารถเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งได้เลย.

ลงท้ายเขานอนหลับไป.

ส่วนหล่อนไม่สามารถหลับได้, หากนอนนิ่งไม่ไหวติง, หูฟังเสียงติ๊ก-ติ๊กของนาฬิกาแขวน ซึ่งเป็นเสียงเดียวเท่านั้นดังอยู่ท่ามกลางราตรีอันสงบสงัด, พลางคิดไปถึงผัวของหล่อนและการสมสู่กับเขามาหลายปี.

อาศัยแสงตะเกียงโป๊ะ, หล่อนมองนักประพันธ์อ้วนเตี้ยผู้นี้ด้วยหัวใจปวดร้าวแทบสลาย. เขานอนหงาย, ท้องกลมนูนอยู่ภายใต้ผ้าห่ม, ดูคล้ายกับลูกบัลลูนที่อัดแก๊สเต็ม. เขากรนไม่ผิดกับเสียงออร์แกนตามโบสถ์, ดังฟี๊ดยาวๆ และสำลักอย่างน่าขัน, ผมที่เหลืออยู่หร็อมแหร็มของเขาถือโอกาสที่เจ้าของนอนหลับตั้งชันขึ้นในแบบพิสดาร, ประหนึ่งมันเบื่อหน่ายที่ต้องถูกแนบอยู่กับหัว ซึ่งมันพยายามปกปิดไม่ให้ดูล้านเหน่ง, และปากที่เผยออยู่ของเขามีน้ำลายไหลเป็นทางตรงมุม.

ในที่สุดแสงสว่างแห่งทิวาปรากฏให้เห็นโดยผ่านม่านบังตาเข้ามาในห้อง หล่อนลุกขึ้นและแต่งตัวอย่างเงียบเบา ไม่ให้เกิดเสียงใดๆ, เสร็จแล้วเดินไปที่ประตูและค่อยๆ เปิดออกได้ครึ่งหนึ่ง, แต่แล้วหล่อนทำให้บานพับเกิดเสียงดังเอี๊ยด, เป็นเหตุให้เขาตื่นและเอามือขยี้ตา. กว่าเขาจะหายงัวเงียก็กินเวลาอึดใจหนึ่ง, พอเขาจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้, เขาพูด :

“อ้าว! นั่นคุณจะไปละรึ?”

หล่อนคงยืนนิ่งอย่างงงงันอยู่ชั่วครู่, ครั้งแล้วพูดด้วยเสียงลังเล :

“ค่ะ, ก็มันรุ่งเช้าแล้วนี่คะ.”

เขาลุกขึ้นนั่งและพูด : “นี่แน่ะคุณ, ถึงคราวที่ผมจะเป็นผู้ตั้งคำถามกับคุณบ้างละ.” ระหว่างหล่อนยังไม่ตอบ, เขาพูดต่อ : “คุณทำให้ผมประหลาดใจอย่างที่สุดตั้งแต่วานนี้. ช่วยบอกผมตามตรงหน่อยเถอะว่าทำไมคุณจึงได้ทำทั้งหมดนี้ลงไป. ผมขอสาบานว่าผมไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิดเดียว.”

หล่อนเดินมาหาเขาจนอยู่ใกล้เขา, แก้มแดงเรื่อประหนึ่งเป็นสาวพรหมจารี, แล้วพูด :

“ฉันอยากรู้ – รู้ว่า – ความชั่วมีรูปร่างอย่างไรบ้าง. ฉันได้พบว่า – มันไม่ได้ – อ้า – เป็นเรื่องตลกขบขันเลย.”

หล่อนวิ่งออกจากห้องของเขาและลงบันไดไปสู่ถนน.

คนกวาดถนนจำนวนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับงานทำความสะอาดตามบาทวิถี, ถนน, และกวาดทุกอย่างที่รกรุงรังทางฝั่งถนนด้านที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน. อาการเคลื่อนไหวของคนเหล่านี้อย่างเดียวกับชาวนาถือคราดใบมีดตัดต้นข้าวในนา ซึ่งเป็นเหตุให้โคลนกระเด็นขึ้นมาเป็นรูปครึ่งวงกลม. หล่อนพบคนงานประเภทนี้ตามถนนทุกแห่ง, ขยับเขยื้อนตัวแกว่งไม้กวาดและเดินอย่างแคล่วคล่องจนดูไม่ผิดกับตัวหุ่นกระบอกเต้นระบำ. จากการมองคนกวาดถนน. หล่อนรู้สึกคล้ายกับคนพวกนี้กวาดบางอย่างออกจากตัวหล่อน, หรือประหนึ่งความฝันอันสร้างความตื่นเต้นให้หล่อนเกินต้องการได้ถูกเอาไปทิ้งยังกองขยะจนหมดสิ้น.

หล่อนเดินกลับที่พักอย่างรีบเร่งจนแทบลืมหายใจ พร้อมกับรู้สึกหนาวสะท้าน. สิ่งที่หล่อนจำได้ติดตาก็คืออาการเคลื่อนไหวอย่างเร้าใจของไม้กวาดทั้งหลาย ยามทำความสะอาดถนนแห่งปารีสตอนเช้าตรู่.

ภายหลังเข้ามาในห้องของหล่อน, หล่อนทุ่มตัวลงบนเตียงและร้องไห้.

จากเรื่อง An Adventure in Paris